อยู่บ้านปลอดโควิด อย่าลืมตรวจเช็คอุปกรณ์ไฟฟ้า

cover ตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้า

อยู่บ้านปลอดโควิด อย่าลืมตรวจเช็คอุปกรณ์ไฟฟ้า

เมื่อการทำงานจากที่บ้านได้กลายเป็นวิถีชีวิตใหม่ของทุกคนไปเสียแล้ว การใช้งานไฟฟ้าในบ้านจึงเพิ่มมากขึ้นตามกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้คอมพิวเตอร์ทำงาน เปิดแอร์ พัดลม หลอดไฟ ทีวี ฯลฯ ทุกอย่างล้วนต่อกับระบบไฟฟ้าของบ้านแทบทั้งนั้น ดังนั้น คุณจึงควรแน่ใจว่าการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ที่มากขึ้นนี้ จะยังคงปลอดภัยและไม่มีอุบัติเหตุใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้าเกิดขึ้นกับบ้านและสมาชิกในครอบครัวของคุณ

ตรวจเช็คตู้ไฟฟ้าของคุณ

วิธีที่ทำได้ง่ายๆ คือการสำรวจตู้คอนซูเมอร์ยูนิต หรือตู้ไฟฟ้าในบ้านของเรา เนื่องจากตู้คอนซูมเมอร์เป็นตู้ที่ใช้จัดการระบบการจ่ายไฟฟ้าจากมิเตอร์สู่บ้าน ติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น เซอร์กิตเบรคเกอร์หลัก เซอร์กิตเบรคเกอร์ลูกย่อย และอุปกรณ์ป้องกันไฟรั่วไฟดูด พูดง่ายๆ คือเป็นจุดเชื่อมโยงการใช้ไฟฟ้าต่างๆ ในบ้านทั้งหมด อีกทั้งยังทำหน้าที่ตัดวงจรไฟฟ้าหากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น เช่น ไฟดูด ไฟเกิน ไฟช็อต ไฟรั่ว ที่อาจลุกลามไปจนถึงไฟไหม้ เราจึงควรหมั่นตรวจบำรุงและตรวจสอบระบบการทำงานเพื่อความปลอดภัยต่อตัวเราเองและบ้านอยู่เสมอ

สัญญาณเตือนว่าตู้ไฟฟ้าของคุณกำลังมีปัญหา

แม้ว่าตู้คอนซูมเมอร์จะไม่มีเกณฑ์อายุการใช้งานที่ตายตัว แต่คุณสามารถตรวจสอบได้ดังนี้

  • มีการขึ้นสนิมหรือไม่ ฝาตู้ยังต้องใช้งานได้ปกติ สามารถปิดได้สนิท แข็งแรง
  • มีกลิ่นไหม้หรือกลิ่นแปลกๆ ซึ่งอาจเกิดจากตู้ที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือปลอกสายไฟละลาย
  • เป็นรุ่นที่ไม่รองรับการเก็บสายไฟและการเดินสายไฟแบบใหม่ ซึ่งอาจทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร ไฟดูด ไฟช็อต
  • มีอาการตู้ร้อนบ่อยครั้ง เนื่องจากระบบระบายความร้อนที่ไม่เพียงพอ

ตู้ไฟฟ้าของคุณได้มาตรฐานหรือไม่?

สำหรับเมืองไทยตู้คอนซูมเมอร์จะต้องมีสติ๊กเกอร์สัญลักษณ์ มอก. ซึ่งเป็นมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมติดอยู่หน้าตู้ไฟฟ้า แต่สำหรับบางแบรนด์ที่มีการทดสอบเพิ่มเติม เช่น การทนต่อการเกิดสนิม การลามไฟ การใช้งานในพื้นที่ที่มีความชื้นสูง คุณจะเห็นสติ๊กเกอร์สัญลักษณ์มาตรฐานสากล IEC ทางด้านไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ติดร่วมด้วย

มีการรับประกันกี่ปี?

โดยทั่วไปตู้คอนซูมเมอร์ยูนิตจะมีการรับประกันสินค้าประมาณ 1 ปี – 5 ปี ในขณะที่บางแบรนด์รับประกันสินค้านานถึง 12 ปี เลยทีเดียว โดยสามารถดูจากใบรับประกันหรือที่สติ๊กเกอร์กันลอกที่ติดอยู่กับตู้ หากมีการรับประกันนาน ก็น่าจะทำให้แน่ใจได้ถึงความคงทนของตู้ไฟฟ้าแบรนด์นั้นๆ

มีอุปกรณ์ป้องกันไฟรั่ว–ไฟดูด (RCCB/RCBO) ติดตั้งกับตู้ไฟฟ้าเดิมหรือไม่?

ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2559 การขอมิเตอร์ไฟฟ้าบ้านมีข้อกำหนดว่าจะต้องมีการติดตั้งอุปกรณ์กันไฟรั่วไฟดูดร่วมด้วย ดังนั้นจึงควรตรวจสอบว่าตู้ไฟของเรามีอุปกรณ์ดังกล่าวการติดตั้งมาด้วยหรือไม่ ซึ่งโดยทั่วไปเครื่องตัดไฟรั่วจะมีปุ่มสำหรับกดทดสอบการทำงาน (Test Button) ถ้าสำรวจแล้วตู้ไฟของเรายังไม่มีอุปกรณ์ป้องกันไฟรั่วไฟหรือไฟดูดในวงจรเลย ให้ติดตั้งเพิ่มเพื่อความปลอดภัยต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า ผู้อยู่อาศัยและตัวบ้านจากไฟรั่ว ไฟดูด ไฟฟ้าลัดวงจร และไฟไหม้

ตู้ไฟฟ้า Siemens ALPHA SIMBOX

เพื่อการันตีความปลอดภัยของบ้านและครอบครัวของคุณ บีกริม. เทรดดิ้ง เราขอแนะนำ ตู้คอนซูเมอร์ยูนิต รุ่น ALPHA Simbox จากซีเมนส์ ผู้นำระดับโลกด้านวิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลกกว่า 174 ปี ตัวตู้ผลิตจากเหล็กเกรดเอคุณภาพสูงหนาพิเศษ พ่นสีฝุ่นอย่างดีจึงทนทานไม่เป็นสนิม ทนรอยขีดข่วนและไม่ติดไฟ มั่นใจได้ในความปลอดภัยสูงสุดด้วยการออกแบบตามมาตรฐาน มอก. และมาตรฐานระดับสากล IEC สินค้ารับประกันยาวนานถึง 12 ปี เรามีผู้เชี่ยวชาญด้านอุปกรณ์ไฟฟ้าให้คำแนะนำในการเลือกซื้อและดูแลผลิตภัณฑ์ให้ปลอดภัย สนใจติดต่อสอบถามเราได้ ที่นี่

สอบถามข้อมูลสินค้าเพิ่มเติมได้ที่
https://bgrimmtechnologies.com/contact-us/
อีเมล: [email protected]
เบอร์โทรศัพท์ : +66 (0) 2710 3232
Line :  https://lin.ee/ItAW7DS  @bgrimmtrading

เรื่องล่าสุด

เบรกเกอร์ MCCB คืออะไรและทำหน้าที่อะไร

Breaker MCCB

เบรกเกอร์ MCCB คืออะไรและทำหน้าที่อะไร

หลายคนอาจสับสนกับชนิดของเบรกเกอร์ที่มีมากมายหลายประเภทตามแรงดันไฟฟ้าและตามการใช้งาน ก่อนที่เราจะพูดถึงเบรกเกอร์แบบ MCCB หรือ Molded Case Circuit Breaker เรามาทำความรู้จักกันก่อนว่าเบรกเกอร์คืออะไร

เซอร์กิตเบรกเกอร์ (circuit breaker) หรือเบรกเกอร์ เป็นอุปกรณ์ป้องกันวงจรไฟฟ้าจากกระแสไฟฟ้าเกินหรือกระแสไฟฟ้าลัดวงจร ทำงานโดยการตัดกระแสไฟฟ้าหลังจากตรวจพบความผิดปกติในวงจรไฟฟ้า โดยจะเปิดและปิดวงจรแบบไม่อัตโนมัติ (สวิตช์เปิด-ปิดด้วยมือ) รวมถึงสามารถเปิดวงจรอัตโนมัติเมื่อกระแสไหลเกินกว่าค่าที่กำหนดไว้ สังเกตได้จากด้ามจับคันโยกที่จะเลื่อนมาที่ตำแหน่ง Trip (อยู่กึ่งกลางระหว่าง ON และ OFF) เมื่อทำการแก้ไขเรียบร้อยก็จะสามารถโยกเลื่อนกลับไปต่อใช้งานได้เช่นเดิมโดยที่ตัวเบรกเกอร์เองไม่ได้รับความเสียหาย ถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ป้องกันกระแสไฟฟ้าเกินหรือลัดวงจรได้เช่นเดียวกับฟิวส์ แตกต่างกันตรงที่ฟิวส์จะต้องเปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่เมื่อทำการเปิดวงจรหรือตัดวงจร ในขณะที่เบรกเกอร์สามารถที่จะปิดหรือต่อวงจรได้ทันทีหลังจากแก้ปัญหาความผิดปกติในระบบแล้ว

MCCB

MCCB เซอร์กิตเบรกเกอร์สำหรับกลุ่ม Low Voltage

เบรกเกอร์มีหลายชนิดตามพิกัดแรงดันไฟฟ้า ตั้งแต่เบรกเกอร์ขนาดเล็กสำหรับป้องกันวงจรที่มีกระแสไฟฟ้าต่ำ (Low Voltage) หรือพวกเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ไปจนถึงสวิตช์ขนาดใหญ่ที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันวงจรไฟฟ้าแรงสูง (High Voltage) ที่จ่ายไฟให้ตัวเมือง

MCCB (Molded Case Circuit Breaker) คือเซอร์กิตเบรกเกอร์ในกลุ่ม Low Voltage สำหรับระบบไฟฟ้าแรงดันต่ำที่น้อยกว่า 1,000V เหมาะสำหรับงานทั่วไป งานเชิงพาณิชย์ อาคารขนาดใหญ่ และโรงงานอุตสาหกรรม เนื่องจากมีคุณสมบัติในการทนกระแสลัดวงจร (kA) และสามารถรองรับกระแสที่สูงกว่าเบรกเกอร์ลูกย่อย (MCB) โดยมากมักถูกติดตั้งในตู้โหลดเซ็นเตอร์

3VM/3VA Molded Case Circuit Breakers จาก Siemens

ใครที่กำลังมองหา MCCB ไปใช้งาน เซอร์กิตเบรกเกอร์รุ่น 3VM/3VA ของ Siemens ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ทั้ง 2 รุ่นเป็นอุปกรณ์ป้องกันระบบไฟฟ้าพื้นฐานที่สำคัญต่างๆ แบ่งตามระดับการป้องกันที่ต่างกันเพื่อความเหมาะสมในการใช้งานทั้งในโรงงาน โรงไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรม ห้างสรรพสินค้า โรงแรม อาคารสำนักงาน คอนโดมิเนียมและที่พักอาศัย รวมถึงอาคารอื่นๆ ทั่วไป ตัวเบรกเกอร์มีความยืดหยุ่น มีประสิทธิภาพสูงและมั่นใจได้ถึงความปลอดภัย ได้คุณภาพตามมาตรฐานของซีเมนส์ แบรนด์ชั้นนำระดับสากลจากประเทศเยอรมัน

3VM/3VA มีขนาดเล็กแต่ครอบคลุมฟังก์ชันการใช้งานพื้นฐานทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น

  • ชุดอุปกรณ์พื้นฐาน (Thermal-magnetic principle trip unit) สำหรับป้องกันไฟฟ้ากระแสเกินหรือกระแสลัดวงจร ช่วยลดต้นทุนในการติดตั้ง ประหยัดค่าใช้จ่าย
  • สามารถทำงานภายใต้อุณหภูมิสูงสุด +50° C โดยไม่มี Derating
  • อุปกรณ์เสริมสามารถใช้เชื่อมต่อกับเซอร์กิตเบรกเกอร์ได้ทุกขนาดทั้งภายในและภายนอก
  • สามารถจัดการข้อมูลทางเทคนิค การติดตั้ง การตั้งค่า หรือว่าซ่อมบำรุงผ่านระบบ QR Code บนสมาร์ทโฟน
  • มีระบบ Current limitation technology พร้อมด้วยระบบสองหน้าคอนแทค (Double-Rotatory contact system) สามารถตัดกระแสลัดวงจรได้รวดเร็วขึ้นมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นและมีความปลอดภัยที่เหนือกว่า

สอบถามข้อมูลสินค้าเพิ่มเติมได้ที่
https://bgrimmtechnologies.com/contact-us/
อีเมล: [email protected]
เบอร์โทรศัพท์ : +66 (0) 2710 3232
Line :  https://lin.ee/ItAW7DS  @bgrimmtrading

เรื่องล่าสุด

เทคนิคการเลือกตู้เย็นมินิบาร์สำหรับโรงแรมของคุณ

minibar

เทคนิคการเลือกตู้เย็นมินิบาร์สำหรับโรงแรมของคุณ

ในปัจจุบัน แทบจะทุกโรงแรมไม่ว่าจะเป็นโรงแรมชั้นประหยัดไปจนถึงโรงแรมระดับ 5 ดาว จะต้องมี “ตู้เย็นมินิบาร์” จัดวางไว้มุมใดมุมหนึ่งในห้องพักเพื่อให้บริการแขก ด้วยขนาดที่เล็กกระทัดรัดจึงสามารถจัดวางได้อย่างไม่เกะกะพื้นที่ใช้สอย แต่ถึงจะเล็กก็มีความจุที่พอเพียงสำหรับแช่เครื่องดื่ม ขนมขบเคี้ยวหรืออาหารเล็กๆ น้อยๆ ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับแขกได้เป็นอย่างดี

ต้นกำเนิดมินิบาร์

ตู้เย็นมินิบาร์ ผลิตครั้งแรกโดยบริษัท Siegas ประเทศเยอรมนีในช่วงปี พ.ศ. 2500 โรงแรมแมดิสันในเมืองวอชิงตันดีซี ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าแรกที่นำมาใช้งาน ซึ่งในตอนนั้นจะเป็นการให้บริการเพียงเครื่องดื่มทั่วไปและขนมขบเคี้ยวต่างๆ จนกระทั่งในปีพ.ศ. 2517 โรงแรมฮิลตันสาขาฮ่องกง ได้เริ่มนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาบรรจุเพิ่มเติมในมินิบาร์ของทุกห้องพักกว่า 840 ห้อง ส่งผลให้ยอดขายเครื่องดื่มในห้องพักพุ่งสูงขึ้นกว่า 500% และนำไปใช้ในทุกโรงแรมในเครือฮิลตันทั่วโลก เกิดเป็นกระแสในหมู่เครือโรงแรมหรู เรียกได้ว่าแทบจะทุกโรงแรมจะต้องมีตู้เย็นมินิบาร์ไว้ให้บริการแขกในห้องพัก

เลือกตู้เย็นมินิบาร์แบบไหนดี

ตู้เย็นมินิบาร์เป็นตู้เย็นขนาดเล็กแบบประตูบานเดียว มีให้เลือกทั้งแบบบานประตูทึบและบานประตูกระจก ส่วนใหญ่มีความจุไม่เกิน 90 ลิตร จึงประหยัดไฟ มีรูปลักษณ์ที่สวยงามเข้ากับการตกแต่งของโรงแรมทุกสไตล์ เพื่อให้มั่นใจในคุณภาพและอายุการใช้งานที่ยาวนาน ควรพิจารณาปัจจัยดังต่อไปนี้ก่อนเลือกซื้อตู้เย็นมินิบาร์สำหรับโรงแรมของคุณ

  • เหมาะสมกับความต้องการของโรงแรม – ขนาดของตู้เย็นมินิบาร์ควรขึ้นอยู่ขนาดของห้องพัก สำหรับห้องพักโรงแรมขนาดเล็กที่มีขนาดไม่เกิน 40 ตร.ม. ควรเลือกใช้ตู้เย็นมินิบาร์ขนาดเล็ก ประมาณ 60-80 ซม. ความจุประมาณ 80 ลิตร แต่สำหรับห้องพักขนาดใหญ่ สามารถพิจารณาตู้เย็นขนาดเล็ก 2 ประตู ความจุไม่เกิน 150 ลิตร
  • มีฟังก์ชันพื้นฐาน – ทำความเย็นอัตโนมัติ ประหยัดพลังงาน ดูแลรักษาง่าย ไม่มีน้ำทิ้งจากช่องน้ำแข็งให้ต้องกังวลเรื่องน้ำนองพื้น
  • เงียบ ไร้เสียงรบกวน – ลูกค้าที่มาโรงแรมส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์เพื่อการพักผ่อน จึงต้องมั่นใจว่าเครื่องมีระบบการทำงานที่เงียบไร้เสียงรบกวน ไม่ส่งผลต่อการนอนหลับพักผ่อน
  • คุณภาพและความทนทานในระยะยาว – สินค้าต้องมีคุณภาพ ทนทาน จัดหาอะไหล่ได้ง่าย มีการรับประกันสินค้าและมีบริการหลังการขาย ดังนั้นจึงควรเลือกผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ที่มีชื่อเสียงได้รับการยอมรับจากโรงแรมชั้นนำ

มินิบาร์จาก Onity

ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ตู้เย็นมินิบาร์สำหรับโรงแรมให้เลือกสรรในตลาดจำนวนมาก โดยมีรูปลักษณ์ การทำงาน คุณภาพและราคาที่แตกต่างลดหลั่นกันไป ตู้เย็นมินิบาร์จาก Onity เป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพชั้นนำจากยุโรปตามมาตรฐาน ISO ที่ได้รับการไว้วางใจใช้งานในห้องพักกว่า 5 ล้านห้องในโรงแรมกว่า 30,000 แห่งทั่วโลก มาพร้อมคุณสมบัติครบครันไม่ว่าจะเป็น

  • มีรูปแบบให้เลือกหลากหลาย – ไม่ว่าจะเป็นบานประตูฝาทึบและบานกระจกสลับด้านเปิดปิดได้ ภายในออกแบบด้วยชั้นวางเลื่อนได้ 2 ชั้น ปรับเปลี่ยนการตั้งวางได้ถึง 5-8 แบบตามแต่ละรุ่น เพื่อการจัดวางทั้งแนวตั้งแนวนอนได้อย่างลงตัว มีให้เลือกตั้งแต่ขนาด 30 ถึง 60 ลิตรให้เหมาะสมกับทุกความต้องการ
  • ประหยัดพลังงาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม – กินไฟน้อยเพียง 0.96 kWh ปราศจากสาร CFC, HDFC, HFC และ PFC ที่ทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน แต่ใช้ไซโคลเพนเทน (Cyclopentane) ซึ่งเป็นสารทำความเย็นที่ละลายและกลายเป็นไอได้ง่าย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  • เงียบ ไร้เสียงรบกวน – ใช้ระบบทําความเย็นแบบดูดซึมซึ่งไม่ทำให้เกิดเสียงรบกวน จึงมั่นใจได้ถึงความเงียบ
  • มีอุปกรณ์เสริมเพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย – มีล้อเลื่อน ล็อค และบานเลื่อนฝาตู้เย็นยึดติดกับฝาตู้เฟอร์นิเจอร์
  • มั่นใจได้ในการดูแลหลังการขาย – มินิบาร์ทุกรุ่นมีการรับประกัน 2 ปี เรามีทีมงานบริการหลังการขายที่พร้อมดูแลคุณอย่างรวดเร็ว และมีอะไหล่สำหรับมินิบาร์ทุกรุ่นไม่น้อยกว่า 10 ปีจากโรงงานผู้ผลิต จึงมั่นใจได้ในการใช้งานระยะยาว

บี.กริม เทรดดิ้ง เราเป็นตัวแทนจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการของระบบล็อคประตู ตู้เซฟ และมินิบาร์สำหรับโรงแรมจากแบรนด์ Onity ซึ่งมีประสบการณ์ยาวนานกว่า 25 ปีในประเทศไทย เราพร้อมให้คำปรึกษาในการเลือกโซลูชั่นสำหรับโรงแรมทุกระดับและทุกขนาดเพื่อความสะดวกสบายและปลอดภัยที่สุดสำหรับโรงแรมของคุณ สนใจติดต่อเราได้เลย ที่นี่

สอบถามข้อมูลสินค้าเพิ่มเติมได้ที่
https://bgrimmtechnologies.com/contact-us/
อีเมล: [email protected]
เบอร์โทรศัพท์ : +66 (0) 2710 3241
Line :  https://lin.ee/ItAW7DS  @bgrimmtrading

เรื่องล่าสุด

Philips Hue หลอดไฟอัจฉริยะ แสงสว่างสู่บ้านแห่งอนาคตของคุณ

Philips Hue

Philips Hue หลอดไฟอัจฉริยะ แสงสว่างสู่บ้านแห่งอนาคตของคุณ

Philip Hue ข้อมูล

ในช่วงปีหลังๆ มานี้เรามักได้ยินคอนเซ็ปบ้านอัจฉริยะ หรือ Smart Home เทรนด์ที่อยู่อาศัยยุคใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีในการควบคุมอุปกรณ์อัจฉริยะต่างๆ (Smart Device) ในบ้านไม่ว่าจะเป็น ประตูบ้าน แอร์ ผ้าม่าน ทีวี เครื่องเสียง กล้องวงจรปิด ไปจนถึงไฟฟ้า และน้ำประปา เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้พักอาศัยมากยิ่งขึ้น

ใครที่กำลังสนใจอยากปรับเปลี่ยนบ้านตัวเองเป็นบ้านแห่งอนาคต ในบทความนี้เราจะพาทุกท่านไปสัมผัสกับหลอดไฟอัจฉริยะ (Smart Light Bulbs) จาก Philips ที่เมื่อขึ้นชื่อว่าอัจฉริยะแล้ว มันคงไม่ได้ทำได้แค่ให้แสงสว่างเหมือนหลอดไฟปกติทั่วไปอย่างแน่นอน

ควบคุมอย่างชาญฉลาดยิ่งขึ้นด้วย Philips Hue Bridge ระบบแสงสว่างอัจฉริยะ

วัตถุประสงค์หลักของการพัฒนาระบบไฟอัจฉริยะคือการมุ่งเน้นให้เกิดการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด ประหยัดพลังงานมากกว่าเดิม รวมถึงให้ผู้ใช้งานได้รับความสะดวกมากยิ่งขึ้น Philips Hue Bridge ซึ่งเป็นระบบควบคุมหลอดไฟ ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถควบคุมแสงไฟได้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น แต่จะเปลี่ยนแปลงประสบการณ์การใช้งานระบบแสงสว่างที่คุณได้รับตลอดไป

  • ควบคุมผ่านสมาร์ทโฟน – ควบคุมทุกการทำงานและฟีเจอร์ต่างๆ ผ่านสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตของคุณได้จากทุกที่ เพียงดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น Philips Hue บนระบบ IOS และ Android และเชื่อมต่อกับ Phillips Hue Bridge ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างหลอดไฟกับแอพพลิเคชั่น
  • จัดการหลอดไฟได้สูงสุด 50 ดวง – เพียงเลือกหลอดไฟ Philips Hue ตามจำนวนที่คุณต้องการและเชื่อมต่อกับ Philips Hue Bridge บ้านทั้งหลังของคุณก็พร้อมทำงานด้วยแอพพลิเคชั่น Philips Hue อย่างง่ายดาย
  • เชื่อมต่ออุปกรณ์ได้สูงสุด 12 เครื่อง – ยกระดับประสบการณ์การเชื่อมต่อระบบแสงสว่างของคุณด้วยการเชื่อมต่ออุปกรณ์เสริมต่างๆ ในกลุ่ม Philips Hue (เช่น สวิตช์หรี่ไฟ, เซนเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหว) ได้สูงสุดถึง 12 เครื่อง

ไม่ใช่แค่เปลี่ยนสี แต่เพื่อสร้างบรรยากาศที่สอดรับกับทุกกิจกรรม

  • หลับและตื่นอย่างเป็นธรรมชาติ – Philips Hue ช่วยให้คุณเริ่มต้นวันใหม่อย่างมีประสิทธิภาพกับการตื่นนอนยามเช้าอย่างเป็นธรรมชาติผ่านการใช้แสงสีขาวในโทนและอุณหภูมิที่เหมาะสม โดยการปรับไล่ความเข้มของแสงขึ้นเรื่อยๆ ตามบรรยากาศของแสงแดดธรรมชาติ แทนการใช้เสียงจากนาฬิกาปลุก และใช้แสงโทนสีเหลืองเพื่อให้คุณผ่อนคลายและเตรียมพร้อมร่างกายสำหรับการเข้านอน
  • อ่านหนังสืออย่างมีสมาธิ – แสงไฟสีขาวโทนอบอุ่นจะช่วยให้คุณอ่านหนังสือได้อย่างมีสมาธิมากขึ้น
  • เพิ่มสีสันให้กับทุกกิจกรรม – เติมสีสันและออกแบบห้องเพื่อสร้างบรรยากาศภายในบ้านให้เหมาะสมกับแต่ละกิจกรรมได้ง่ายๆ ด้วยการปรับค่าสีได้สูงสุดถึง 16 ล้านสี

เปิด-ปิดอัตโนมัติ

ด้วยเทคโนโลยี Geofencing คุณสามารถตั้งค่าให้ไฟเปิดต้อนรับเมื่อกลับมาถึงบ้านหรือปิดโดยอัตโนมัติเมื่อคุณออกจากบ้าน หรือจะเลือกปรับตั้งเวลาเปิดปิดเองก็ทำได้อย่างง่ายดาย

สั่งการด้วยเสียง

รองรับการสั่งการด้วยเสียงผ่าน Siri, Google Assistant และ Amazon Alexa เพื่อให้คุณเปิด-ปิด หรือหรี่ไฟเพื่อสร้างบรรยากาศที่ต้องการ เรียกใช้ค่าที่ตั้งไว้ เปลี่ยนสี และการทำงานอื่นๆ อีกมากมาย ได้อย่างรวดเร็วทันใจโดยแทบจะไม่ต้องยกนิ้วเลย

ยกระดับความบันเทิงของคุณด้วย Hue sync box

เชื่อมต่อสื่อความบันเทิงของคุณกับโคมไฟอัจฉริยะ เพื่อการดูหนัง ฟังเพลง หรือเล่นเกมที่สะท้อนสีสันรอบตัวและทุกจังหวะอย่างลงตัว

อายุใช้งานที่ยาวนาน

Philips Hue มากับอายุการใช้งานถึง 25,000 ชม. ช่วยให้คุณหมดกังวลกับการเปลี่ยนหลอดไฟบ่อยครั้ง

บี. กริม เทรดดิ้ง ยินดีให้คำปรึกษา เราเป็นตัวแทนจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของ Philips สินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ช่วยให้ที่พักอาศัยของคุณสะดวกสบายยิ่งขึ้น มั่นใจด้วยการรับประกันสินค้าและความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล ปรึกษาเราได้เลย ที่นี่

สอบถามข้อมูลสินค้าเพิ่มเติมได้ที่
https://bgrimmtechnologies.com/contact-us/
อีเมล: [email protected]
เบอร์โทรศัพท์ : +66 (0) 2710 3232

เรื่องล่าสุด

Facade Lighting งานตกแต่งเปลือกอาคารด้วยแสงไฟ

Facade lighting

Facade Lighting งานตกแต่งเปลือกอาคารด้วยแสงไฟ

facade lighting

เราจะเห็นว่าตึกอาคารจะมีองค์ประกอบด้านหน้า เช่น หน้าต่าง กระจก ระเบียง ชายคา หรือสิ่งตกแต่งปลีกย่อยอื่นๆ องค์ประกอบเหล่านี้เรียกว่า Facade หรือในงานสถาปัตยกรรมจะเรียกว่า “เปลือกอาคาร” ที่นอกเหนือจากมีประโยชน์ในการปกป้องอาคารจากสภาวะแวดล้อมภายนอก ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความสวยงามเป็นเอกลักษณ์ ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานทางด้านสถาปัตยกรรมที่สำคัญของนักออกแบบ

นวัตกรรมแสงสว่าง LED
สำหรับบ้านพักอาศัยหรือคอนโดมิเนียม การตกแต่งของ facade จะค่อนข้างเรียบง่ายเพื่อความสะดวกในการใช้งานและการดูแลรักษา แต่ในอาคารพาณิชย์ เช่น ร้านค้า ห้างสรรพสินค้า โรงแรม สนามกีฬา อาคารสูง รวมไปถึงแลนด์มาร์คต่างๆ ที่ต้องการเน้นงานสถาปัตยกรรมที่ดึงดูดความสนใจ หรือสำหรับทำกิจกรรม เช่น ลานหน้าศูนย์การค้า การออกแบบของ facade จึงมีรายละเอียดลูกเล่นที่หลากหลายและซับซ้อนมากกว่า ซึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยสร้างมิติและความโดดเด่นคงไม่พ้นการออกแบบแสงไฟภายนอกอาคาร (Lighting Design for Exterior) เพื่อช่วยเพิ่มเสน่ห์และความสวยงามให้แก่อาคารในยามค่ำคืน
การใช้ไฟ LED เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีของการตกแต่งอาคารที่เพิ่มสีสัน สร้างอัตลักษณ์ ช่วยให้อาคารมองเห็นได้จากระยะไกล อาคารที่มีสถาปัตยกรรมการออกแบบภายนอกและตกแต่งด้วยแสงไฟที่สวยงามย่อมเป็นที่จดจำและพูดถึงในวงกว้าง ถือเป็นอีกกลยุทธ์ในการส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับแบรนด์ และส่งเสริมการขาย

คุณสมบัติของหลอดไฟ LED

  • เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม: หลอดไฟ LED แตกต่างจากหลอดไฟนีออนตรงที่ไม่มีแสง UV และไม่มีสารปรอท จึงไม่เป็นอันตรายต่อผิวหนังและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • ประหยัดพลังงาน: ประหยัดไฟมากกว่าหลอดไฟแบบปกติเนื่องจากมีการปล่อยความร้อนน้อยลงและใช้พลังงานน้อยกว่าเมื่อเทียบกับระดับแสงสว่างที่เท่ากัน
  • ทนทาน: วัสดุมีคุณภาพ ทนทาน ไม่แตกง่ายเหมือนหลอดไฟทั่วไป รวมถึงทนต่อการสั่นสะเทือนและสภาพอากาศต่างๆ
  • ถนอมสายตา: ให้แสงสว่างคงที่ สีคมชัดและไม่มีอาการไฟกระพริบ

การออกแบบแสงไฟ
การออกแบบแสงไฟมีหลายรูปแบบ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ไฟประดับทั่วทั้งอาคาร ขึ้นอยู่กับคอนเซ็ป สไตล์ของอาคารนั้นๆ เช่น

  • แบบ Direct View – ที่มักใช้ในรูปแบบของจอโฆษณา LED ขนาดใหญ่ (Media Facade) นิยมติดตั้งกับเปลือกอาคารที่เป็นพื้นผิวกระจกและมีความมันวาว
  • การส่องเน้นเฉพาะจุด (Accent Lighting) – โดยการใช้แสงไฟส่องเน้นไปยังจุดใดจุดหนึ่งหรือบริเวณที่สำคัญ ที่จะสามารถดึงดูดความสนใจได้มากที่สุด
  • แสงสว่างแบบเอฟเฟค (Effect Lighting) – การใช้โคมไฟติดตั้งด้านบนหรือด้านล่างของเปลือกอาคารเพื่อส่องแสงขึ้นหรือลงและสร้างรูปแบบของแสงที่กำแพง สร้างบรรยากาศที่น่าสนใจแต่ไม่ส่องเน้นวัตถุใดเป็นพิเศษ
  • แสงสว่างทางสถาปัตยกรรม (Architectural Lighting) – การใช้แสงสว่างที่สัมพันธ์กับงานทางด้านสถาปัตยกรรมหรือโครงสร้างของอาคาร เช่น การใช้หลืบร่องของผนังเป็นแหล่งกำเนิดแสง การใช้แสงจากมุมบังตา เพื่อเพิ่มมิติที่น่าดึงดูดให้กับอาคาร

ข้อคำนึงในการออกแบบ

  • ส่วนสูง ความกว้างและองค์ประกอบของอาคาร – วัสดุ การสะท้อนแสง และสีของเปลือกอาคารมีผลต่อการเลือกรูปแบบของโคมไฟ จำนวนที่ต้องใช้ และองศาที่เลือกเป็นจุดส่องแสงเพื่อให้เข้ากับภาพลักษณ์ของอาคาร
  • ตำแหน่งแสงไฟ – ต้องเป็นมุมที่ไม่ถูกบดบังด้วยต้นไม้หรืออาคารข้างเคียง ผู้คนที่เดินสัญจรไปมาหรือผู้ขับขี่บนท้องถนนสามารถมองเห็นได้ชัดเจนทั้งจากระยะใกล้และไกล และแม้ว่าตำแหน่งติดตั้งควรอยู่ในจุดที่พรางสายตาแต่ในขณะเดียวกันก็ต้องสามารถเข้าถึงได้เพื่อสะดวกต่อการบำรุงรักษา
  • แสงไฟและภูมิทัศน์ – แสงไฟที่ส่องสะท้อนและภูมิทัศน์รอบด้านเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการออกแบบและตำแหน่งการติดตั้ง ควรเลือกตำแหน่งบนเปลือกอาคารที่ไม่มีแสงส่องถึง เช่น บริเวณด้านบนที่ไกลจากแสงไฟจากถนน
  • ไม่ทำร้ายสายตา – ในขณะที่แสงไฟควรสร้างความสวยงามและมองเห็นได้ชัดเจน แต่ต้องระมัดระวังการเลือกใช้วัสดุที่ไม่เป็นแสงจ้าและส่องสว่างจนสร้างผลกระทบต่อดวงตาผู้คน

บี.กริม เทรดดิ้ง เรามีผู้เชี่ยวชาญยินดีให้คำแนะนำในการออกแบบและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ Facade Lighting ที่ได้มาตรฐาน มีระบบความปลอดภัยสูง และเหมาะสมกับสถาปัตยกรรมทุกรูปแบบ สามารถติดต่อเราได้ ที่นี่

สอบถามข้อมูลสินค้าเพิ่มเติมได้ที่
https://bgrimmtechnologies.com/contact-us/
อีเมล: [email protected]
เบอร์โทรศัพท์ : +66 (0) 2710 3232
Line : https://lin.ee/ItAW7DS @bgrimmtrading

เรื่องล่าสุด

EV Charger เครื่องชาร์จไฟฟ้าสำหรับรถ EV

EV charger เครื่องชาร์จรถไฟฟ้า

EV Charger เครื่องชาร์จไฟฟ้าสำหรับรถ EV

charging electric car

รถ EV (Electric vehicle) หรือรถยนต์ไฟฟ้า ถือเป็นนวัตกรรมยานยนต์ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในหลายๆ ประเทศทั่วโลก แน่นอนว่าข้อดีของรถ EV คือขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า ไม่ต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจึงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมรวมถึงยังประหยัดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและไร้ซึ่งเสียงรบกวน ซึ่งอุปกรณ์ที่มาคู่กันก็คือ EV Charger (เครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า หรือ สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า) ที่ทำหน้าที่เป็นตัวชาร์จพลังงานไฟฟ้าให้กับแบตเตอรี่รถยนต์

โดยสามารถแบ่งการชาร์จออกเป็น 2 ประเภท คือการชาร์จแบบธรรมดา (Normal Charge) และการชาร์จแบบด่วน (Quick Charge/Fast Charge)

  • 1. การชาร์จแบบธรรมดา (Normal Charge หรือ AC Charge) เป็นการชาร์จในที่พักอาศัยด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ AC (Alternative Current) ผ่านระบบชาร์จไฟ On-Board Charger ที่อยู่ภายในตัวรถ ซึ่ง On-Board Charger จะทำหน้าที่ในการแปลงไฟฟ้ากระแสสลับให้เป็นไฟฟ้ากระแสตรง DC (Direct current) และคอยควบคุมไม่ให้กระแสไฟฟ้าไหลเกินค่าที่สายชาร์จกำหนด ระยะเวลาที่ใช้ในการชาร์จจะอยู่ที่ประมาณ 4-16 ชม. ขึ้นอยู่กับยี่ห้อ รุ่นของรถยนต์ และขนาดของ On-Board Charger

ข้อดี – สะดวก ไม่ต้องหาสถานีบริการนอกบ้านและที่นั่งคอย เมื่อกลับถึงบ้านก็สามารถเสียบปลั๊กชาร์จในช่วงค่ำ และทิ้งไว้ข้ามคืนได้ พอถึงเช้าแบตเตอรี่ก็เต็มพร้อมใช้งานได้ทันที

ข้อจำกัด – ใครที่กำลังคิดจะติดตั้งระบบชาร์จที่บ้าน อย่าลืมสำรวจขนาดมิเตอร์ของตนเอง ซึ่งการไฟฟ้าแนะนำว่ามิเตอร์ควรมีขนาดขั้นต่ำที่ 30(100) แอมป์ (A) เนื่องจากรถ EV จะกินกระแสไฟฟ้าขณะชาร์จอย่างต่อเนื่องที่ 8A ถึง 16A มากกว่าอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่นๆภายในบ้าน นอกจากนี้คุณยังต้องติดตั้งเต้ารับ (Socket) โดยเฉพาะสำหรับการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าด้วย

  • 2. การชาร์จแบบด่วน (Quick Charge/Fast Charge หรือ DC Charge) จะเป็นการชาร์จในสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าซึ่งติดตั้งตู้ EV Charger สำหรับจ่ายไฟฟ้ากระแสตรง DC เข้าแบตเตอรี่ของรถยนต์ไฟฟ้าโดยตรง ซึ่งจะใช้ระยะเวลาในการชาร์จน้อยกว่าการชาร์จแบบธรรมดามาก โดยเฉลี่ยใช้เวลาประมาณ 30 นาที – 2 ชม. หรือถ้าเป็นแบบ DC High Power ก็สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้ในเวลาเพียง 10 – 20 นาทีเท่านั้น (จาก 0 – 80%)
    *ที่สถานีชาร์จจะมีให้บริการสำหรับหัวจ่าย AC ด้วย

ข้อดี – รวดเร็ว เหมาะกับเวลาแวะเที่ยว ซื้อของ หรือระหว่างเดินทางไกล สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้เต็มในระหว่างทำกิจกรรม

ข้อจำกัด – สถานีบริการอาจยังมีไม่ครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่ และเนื่องจากเครื่องชาร์จแบบ DC นั้นจะมีมูลค่าที่สูง ค่าใช้จ่ายในการชาร์จจึงสูงกว่าแบบ AC รวมถึงตัวแบตเตอรี่รถยนต์อาจเสื่อมสภาพเร็วขึ้น

VersiCharge Gen 3 Siemens

เลือกใช้ EV Charger แบบไหนดี

  • เช็คขนาด On-Board Charger ของคุณ

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าระยะเวลาที่ใช้ในการชาร์จจะขึ้นอยู่กับว่า On-Board Charger ของรถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อและรุ่นนั้นๆ มีความสามารถในการรับไฟได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งสามารถคำนวนเวลาคร่าวๆ โดยการเอาแบตเตอรี่รถยนต์หารด้วยขนาดของ On-Board Charger ยกตัวอย่างเช่น รถ EV ที่มีแบตเตอรี่รับไฟสูงสุด 24 kW/h และมี On-Board Charger ขนาด 3kW ระยะเวลาในการชาร์จจะอยู่ที่ประมาณ 8 ชม.

  • เลือกขนาดเครื่องชาร์จที่ใกล้เคียงกับ On-Board Charger

ซึ่งตัวเครื่องชาร์จเองได้ผลิตออกมาหลายขนาด เราสามารถเลือกใช้ขนาดใดก็ได้ แต่ความเร็วก็จะผันแปรตามกำลังชาร์จของเครื่องด้วยเช่นกัน กล่าวคือ ถ้าเลือกใช้เครื่องชาร์จขนาดเล็กกว่า On-Board Charger ก็จะยิ่งใช้เวลานาน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ายิ่งขนาดใหญ่ก็จะยิ่งเร็วเสมอไป เพราะตัว Charger จะปรับลดขนาดไฟลงอัตโนมัติให้อยู่ในระดับที่ On-Board Charger สามารถรับได้นั่นเอง ดังนั้นจึงควรเลือกเครื่องชาร์จที่มีกำลังชาร์จเหมาะสมกับขนาดของ On-Board Charger ของรถยนต์ไฟฟ้าของคุณ

  • เครื่องชาร์จต้องมีคุณภาพ ได้มาตรฐาน

สิ่งสำคัญที่ควรคำนึงอย่างยิ่งในการเลือก EV charger คือคุณภาพและความปลอดภัย เนื่องจากการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่บ้านมักเป็นการชาร์จแบบข้ามคืน เครื่องชาร์จที่ไม่ได้มาตรฐานอาจสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินหรือเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตจากไฟรั่วไฟฟ้าลัดวงจร จึงควรเลือกเครื่องชาร์จที่มีความปลอดภัยสูง มีระบบวงจรไฟฟ้าแยกอิสระกับเครื่องไฟฟ้าอื่นๆ ในบ้าน มีระบบป้องกันกระแสไฟเกิน ไฟรั่ว มีระบบควบคุมและตัดไฟอัตโนมัติเมื่อแบตเตอรี่เต็ม ทำให้มั่นใจว่ารถยนต์สามารถชาร์จได้เต็มประสิทธิภาพไม่ต้องกังวลว่าจะต้องคอยมาถอดสายชาร์จกลางดึก

ปัจจุบัน EV Charger ในตลาดยังมีจำหน่ายไม่แพร่หลายนัก บี.กริม เทรดดิ้ง เรามีผู้เชี่ยวชาญยินดีให้คำแนะนำ ทั้งการเลือกซื้อ EV Charger การเลือกขนาดมิเตอร์ไฟฟ้าให้เหมาะสม และการติดตั้งกับระบบไฟบ้าน เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย สามารถติดต่อเพื่อปรึกษาเราได้ ที่นี่

สอบถามข้อมูลสินค้าเพิ่มเติมได้ที่
https://bgrimmtechnologies.com/contact-us/
อีเมล: [email protected]
เบอร์โทรศัพท์ : +66 (0) 2710 3232
Line : https://lin.ee/ItAW7DS @bgrimmtrading

เรื่องล่าสุด